วันพุธที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2555

กิจกรรมผู้สุงวัย ใจเกินร้อย บ้านบางน้ำวน สถานปฏิบัติธรรมซอยสายลม พหลโยธิน


บ้านซอยสายลม (หลวงพ่อฤาษีลิงดำ)
เลขที่ 9 ถ.พหลโยธิน ซอย 8 ซอยสายลม
(ระหว่างตึกชินวัตร 1 และตึกพหลโยธินเพส)
แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กรุงเทพฯ 10400

บ้านซอยสายลม หรือบ้านสายลม เจ้าของบ้านคือท่านเจ้ากรมเสริม สุขสวัสดิ์ เป็นสถานที่ตั้งแต่สมัยหลวงพ่อมีชีวิตอยู่ หลวงพ่อจะลงมารับสังฆทานที่บ้านสายลมทุกเสาร์อาทิตย์ต้นเดือน และจะมีการฝึกมโนมยิทธิในวันเสาร์อาทิตย์ทุกต้นเดือนด้วย ปัจจุบันพระครูปลัดอนันต์ พัทธญาโณ ซึ่งเป็นเจ้าอาวาสของวัดท่าซุง อ.เมือง จ.อุทัยธานี ได้เดินทางมาที่บ้านสายลม เหมือนสมัยหลวงพ่อยังมีชีวิตอยู่ทุกเสาร์อาทิตย์ต้นเดือนเช่นเดิม ปัจจุบันบ้านสายลมได้สร้างตึกกรรมฐานใหม่ 3 ชั้น โดย

- ชั้น 1 จำหน่ายวัตถุมงคล หนังสือ เทป วีซีดี นิตยสารธัมมวิโมกข์ (เปิดทุกวัน เว้นวันอาทิตย์ 9.00-17.00 น. บ้านสายลมหลังเก่าไม่มีจำหน่ายวัตถุมงคลแล้ว กรุณาไปที่ตึกกรรมฐานใหม่ที่เดียวในวันธรรมดา)
- ชั้น 2 เป็นห้องฝึกญาน 8
- ชั้น 3 เป็นห้องไว้ฝึกมโนมยิทธิสำหรับผู้มาฝึกใหม่ มีจำนวนหลายห้อง

การปฏิบัติธรรม : นั่งสมาธิภาวนาแบบนะมะพะทะ (มโนยิทธิ) จะปฏิบัติที่อาคารปฏิบัติด้านหน้าทางเข้าซึ่งเป็นอาคารใหม่ โดยจะสอนนั่งสมาธิ-ฝึกมโนมยิทธิ และญาณ 8 วันละรอบเดียว เวลาฝึกตั้งแต่ 12.00-15.00 น. ของทุกวันเสาร์-อาทิตย์ต้นเดือน

การเตรียมตัว : ท่านที่จะมาฝึก ควรจะมาถึงที่บ้านสายลมอย่างน้อยตั้งแต่ 11.00 น. เพื่อทานอาหาร ทำธุระส่วนตัวให้เรียบร้อย เมื่อพร้อมให้ไปที่ตึกกรรมฐานใหม่ โดยตรงทางขึ้นบันไดให้หยิบดอกไม้ธูปเทียนบูชาครู ใส่เงินเหรียญบูชาครูสลึงนึงขึ้นไป แล้วแต่ศรัทธาของท่าน และเดินขึ้นไปชั้นสาม จะมีครูผู้สอนคอยจัดกลุ่มให้นั่งเป็นวงๆ ตามที่ครูเห็นเหมาะสม จะมีแบ่งวงชายและหญิง นั่งทำใจให้สงบ หรือซ้อมภาวนา นะมะพะธะ ไปสบายๆ ลืมเรื่องวุ่นวายปัญหาส่วนตัวไปซักชั่วโมง รอครูผู้สอนให้คำแนะนำและอธิบายขั้นตอนต่างๆ อย่ามาสายเกิน 12.00 น. เพราะจะไม่อนุญาตให้เข้ามาฝึก ประตูห้องฝึกจะล็อค

ถวายสังฆทาน : ต้องเข้าที่บ้านสายลมด้านใน กำหนดการรับสังฆทานของบ้านสายลม คือ
วันเสาร์-อาทิตย์ 9.00-11.00 น., 12.00-15.30 น. , 20.00-21.00 น.
วันจันทร์ 10.00-11.00 น. , 12.00-15.30 น. , 20.00-21.00 น.

การเดินทาง : ท่านที่ไปโดยรถเมล์ ถ้ามาจากสวนจตุจักร ให้ลงที่ป้ายรถเมล์ที่หน้าธนาคารเอเชีย ซึ่งจะมีป้ายรถเมล์อยู่..... ถ้ามาจากสะพานควาย ให้ลงป้ายตรงข้ามสถานีรถไฟฟ้าซอยอารีย์ แล้วเดินมาที่ซอยสายลม..... ท่านที่มาโดยรถไฟฟ้า BTS ให้ลงสถานีซอยอารีย์ แล้วเดินมาที่ซอยสายลม สังเกตได้จากธนาคารเอเชีย เมื่อถึงซอยสายลมแนะนำให้ขึ้นมอเตอร์รับจ้างหน้าปากซอย บอกเขาว่าไปบ้านซอยสายลม ราคาค่าโดยสาร 5-10 บาท หรือเดินเข้ามาเองก็ได้ประมาณ 10 นาที

รถเมล์ : สาย 8, 26, 29, 34, 39, 59, 77 ปอ. 3, ปอ.9, ปอ.10, ปอ. 29 และ ปอ.77

โทรศัพท์ : 02-616-7177 (เฉพาะวันจันทร์-เสาร์ ในเวลาราชการ เบอร์นี้คือเบอร์ของอาคารกรรมฐานตึกใหม่) หรือ 02-272-6759 เป็นระบบตอบอัตโนมัติ แจ้งกำหนดการของคณะพระครูปลัดอนันต์ พัทธญาโณ ที่จะเดินทางมาบ้านสายลมครั้งต่อไป

* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *
ข้อมูลจาก watkoh.com

วันพุธที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2555

กิจกรรมผู้สูงวัย ใจเกินร้อย บ้านบางน้ำวน การสวดมนต์

การสวดมนต์
      พุทธศาสนิกชนส่วนใหญ่คุ้นเคยกับการสวดมนต์มาตั้งแต่เกิด แต่มักจะสวดตาม ๆ กันไป โดยมากไม่รู้คำแปลและความหมายของบทสวดนั้น ๆ ดังนั้นเราควรรู้และเข้าใจเกี่ยวกับการสวดมนต์ เพื่อเพิ่มพูนสติปัญญาให้แก่ตนเอง

การสวดมนต์คืออะไร
    การสวดมนต์ คือ การสวดพรรณนาพระคุณของพระรัตนตรัยว่าด้วยพุทธมนต์ต่าง ๆ
   ที่มาของการสวดมนต์นั้นมีเหตุมาจากคำสอนของพระพุทธเจ้าถึงเหตุแห่งความหลุดพ้นจากกิเลส ซึ่งพระองค์ทรงตรัสไว้ว่า บุคคลจะหลุดพ้นจากกิเลสได้ด้วยเหตุ ๕ ประการ คือ
                        ๑) การฟังธรรม คือ การฟังเทศน์ ฟังปาฐกถา ฯลฯ
                        ๒) การแสดงธรรม คือ การสอนธรรมแก่คนอื่น
                        ๓) การสาธยายธรรม คือ การท่องบ่นสวดมนต์
                        ๔) ธรรมวิจัย คือ การใคร่ครวญ พินิจพิจารณาธรรม
                        ๕) การเจริญสมาธิภาวนา คือ การทำจิตให้สงบ

            อานิสงส์ของการสวดมนต์ (ประโยชน์ของการสวดมนต์)
            ๑. ตัดความเห็นแก่ตัว เพราะขณะสวดมนต์จิตจะจดจ่ออยู่กับการสวดมนต์ ไม่ได้คิดถึงตัวเอง ดังนั้น กิเลส โลภ โกรธ หลง และความเห็นแก่ตัว จะไม่เข้ามารบกวนจิต
            ๒. ได้ปัญญา เมื่อสวดมนต์และแปลความหมายของบทสวดมนต์นั้นทำให้เราได้ทราบความหมาย ดังนั้นจึงเกิดปัญญา
            ๓. จิตเป็นสมาธิ ผู้สวดจะต้องสำรวมใจให้แน่วแน่ เมื่อจิตสงบเป็นสมาธิความสงบเยือกเย็นในจิตจะเกิดขึ้น
            ๔. ขจัดความเกียจคร้าน ขณะที่สวดมนต์ จิตใจของผู้สวดจะสดใส เบิกบาน ความเกียจคร้านเชื่องซึมจะหายไป
            ๕. เป็นการปฏิบัติบูชาพระพุทธเจ้า ด้วยความระลึกถึงพระคุณความดีของพระพุทธองค์ ด้วยศีล สมาธิ ปัญญาอย่างแท้จริง

กิจกรรมผู้สูงวัย ใจเกินร้อย บ้านบางน้ำวน การฝึกสติ

การฝึกสติ
ฝึกการยืน เดิน นั่ง และนอนอย่างมีสติ
            การฝึกให้มีสติในการเปลี่ยนอิริยาบถต่าง ๆ เพื่อให้ถูกต้องตามมารยาทที่งดงามและปลอดภัยโดยไม่เกิดอุบัติเหตุนั้นเป็นสิ่งที่จำเป็น เนื่องจากนักเรียนมักจะประสบอุบัติเหตุบ่อย ๆ ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากการขาดสตินั่นเอง
ฝึกการยืนอย่างมีสติ
                        ๑. ยืนตัวตรง
                        ๒. มือขวากุมมือซ้าย
                        ๓. ก้มหน้าลงพองามแล้วหลับตา
                        ๔. ภาวนาในใจว่า พุท-โธ- พุท โธ
            (หายใจเข้า ให้กำหนดว่า พุท หายใจออก ให้กำหนดว่า โธ)
            ฝึกปฏิบัติบ่อย ๆ หลาย ๆ ครั้งจนเกิดความชำนาญ
ฝึกการเดินอย่างมีสติ
            ก่อนที่จะเปลี่ยนอิริยาบถจากยืนเป็นเดิน เราควรกำหนดจิตใจเมื่อจะเปลี่ยนอิริยาบถ ดังนี้
                        ระลึกถึงการยืน ภาวนาว่า ยืนหนอ
ระลึกถึงการเปลี่ยนจากยืนเป็นเดิน ภาวนาว่า อยากเดินหนอ
                        ระลึกถึงการเดิน ภาวนาว่า เดินหนอ
            ๑. ยืนตรง ยกมือซ้ายพร้อมกับภาวนาช้า ๆ ว่า ยกหนอ- มาหนอ วางหนอ (วางมือซ้ายไว้ที่หน้าท้อง) ยกมือขวาพร้อมกับภาวนาช้า ๆ ว่า ยกหนอ มาหนอ วางหนอ (วางมือขวาทับข้อมือซ้ายแล้วใช้นิ้วกลางและหัวแม่มือรวบข้อมือซ้ายไว้)
            ๒. กำหนดในใจว่า อยากเดินหนอ ๓ ครั้ง
๓. การเดินกำหนดรู้ ๓ ระยะ โดยใช้องค์ภาวนาว่า
            ขวา- ยกหนอ- ย่างหนอ -เหยียบหนอ
            ซ้าย -ยกหนอ - ย่างหนอ เหยียบหนอ
            ยกหนอ ยกเท้านั้นลอยขึ้นไปข้างหลัง             ย่างหนอ เลื่อนเท้าที่ยกไปข้างหน้าช้า ๆ แล้วนิ่ง   
            เหยียบหนอ  ลดเท้าลงให้ปลายเท้าแตะพื้นก่อน แล้วจึงวางเต็มฝ่าเท้า           
            การเดินจงกรมจะเดินเป็นวงกลม เวียนขวาตามเข็มนาฬิกา
๔. การหยุดเดิน ให้ยืนตรง กำหนดลมหายใจและภาวนาเบา ๆ ว่า อยากหยุดหนอ ๓ ครั้ง แล้วยกมือขวาออก ค่อย ๆ เลื่อนลงพร้อมกับภาวนาว่า
            มือขวา-ยกหนอ-ลงหนอ-ปล่อยหนอ   (ปล่อยมือขวาลง)
            มือซ้ายยกหนอ-ลงหนอ- ปล่อยหนอ  (ปล่อยมือซ้ายลง)
 ฝึกการนั่งสมาธิ เป็นการฝึกจิตให้มีสมาธิ โดยการนั่งกำหนดลมหายใจ มีวิธีการฝึก ดังนี้
                        ๑. ยืนสมาธิ
                        ๒. กำหนดลมหายใจว่า อยากนั่งหนอ
                        ๓. ปล่อยมือขวาและมือซ้ายลงข้างตัวอย่างช้า ๆ
                        ๔. เลื่อนเท้าซ้ายถอยหลัง ย่อตัวลง เข่าจรดพื้น
                        ๕. มือซ้ายเท้าลงที่พื้น แล้วนั่งลงขัดสมาธิ เท้าขวาทับเท้าซ้าย
                        ๖. มือทั้งสองวางบนเข่า
                        ๗.เลื่อนมือซ้ายวางหงายบนตัก แล้วเลื่อนมือขวามาวางทับบนมือซ้าย
                        ๘. นั่งตัวตรง หลับตา
                        ๙. ระลึกถึงลมหายใจ
                        ๑๐. เมื่อสูดลมหายใจเข้า ก็ภาวนาว่า พุท
๑๑. เมื่อปล่อยลมหายใจออก ก็ภาวนาว่า โธ
                        ๑๒. ภาวนาสลับไปเรื่อย ๆ ให้ใจสงบ
ฝึกการนอนอย่างมีสติ มีขั้นตอนดังนี้
                        ๑.นั่งพับเพียบ ขาซ้ายทับขาขวา
                        ๒. ประนมมือสวดมนต์ตามเสียงเพลง
                        ๓. กราบ
                        ๔. มือซ้ายยกมาวางที่ท้อง
                        ๕. มือขวาเท้าพื้น เตรียมเอนตัวนอน
                        ๖. ครูร้องเพลงนอนกับสติเบา ๆ  ๑ จบ
            การฝึกนอนอย่างมีสติ เป็นการฝึกจิตให้สงบนิ่ง เมื่อหลับจะไม่ฝันร้ายหรือหวาดกลัว นักเรียนจะหลับสนิท ตื่นขึ้นมาอย่างสดชื่นแจ่มใส กระปรี้กระเปร่าไม่ง่วงเหงาหาวนอน
             ฝึกกำหนดรู้ความรู้สึก เมื่อตาเห็นรูป หูฟังเสียง จมูกดมกลิ่น ลิ้นลิ้มรส กายสัมผัสสิ่งที่มากระทบ
            ฝึกกำหนดรู้ เป็นการฝึกเมื่ออายตนะ คือ อวัยวะที่ทำหน้าที่มากระทบมี ๖อย่าง คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ อวัยวะต่าง ๆ ได้สัมผัสกับสิ่งรอบกาย คือ ตามองเห็นรูป หูได้ยินเสียง จมูกได้กลิ่น ลิ้นสัมผัสกับสิ่งรอบกายและอารมณ์ที่เกิดกับใจ แล้วเกิดการรับรู้ของจิต

กิจกรรมผู้สูงวัย ใจเกินร้อย บ้านบางน้ำวน ประโยชน์ของการทำความดี

ประโยชน์ของการทำความดี
            ๑. นำความสุขความเจริญก้าวหน้ามาให้  เพราะผู้ที่ทำความดีย่อมเป็นที่รักใคร่ของบุคคลทั่วไป ทำสิ่งใดก็มักจะประสบความสำเร็จก้าวหน้าในหน้าที่การงาน นำมาซึ่งความสุขความเจริญแก่ตน
            ๒. ความดีติดตามตนไปทุกที่ เพราะความดีเป็นสิ่งที่เรามองไม่เห็น ไม่มีรูปร่างผู้ใดทำผู้นั้นได้ ความดีเป็นของเฉพาะตน ไม่มีใครลักขโมยไปได้
            ๓. เป็นเกราะป้องกันภัย เพราะผู้ที่ทำความดีย่อมเป็นที่รักใคร่ของผู้อื่น มีแต่คนรักสงสารและเมตตา ไม่มีใครทำร้าย เพราะความดีที่เรามีอยู่
            ๔. สามารถทำความดีในครั้งต่อ ๆ ไปได้ง่าย เพราะมีพื้นฐานในการทำความดีอยู่แล้ว ถึงจะตกไปอยู่ในสถานที่ที่ทำความดีได้ยาก แต่ก็มักจะมีวิธีในการทำความดีได้ตลอด
การบริหารจิตและเจริญปัญญา
การมีสุขภาพดีนั้นจะต้องประกอบไปด้วยการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ครบทุกหมู่ การพักผ่อนร่างกายอย่างเพียงพอ การออกกำลังกายให้แข็งแรงอยู่เสมอ เรียกว่า การบริหารร่างกาย ร่างกายก็จะแข็งแรงสมบูรณ์ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ
            จิตของเราก็เช่นเดียวกัน ในวันหนึ่ง ๆ เราคิดเรื่องต่าง ๆ มากมาย จิตย่อมจะเหนื่อยล้า หากไม่ได้มีการบำรุงรักษาหรือบริหารจิตของเราให้เข้มแข็งผ่องใสบริสุทธิ์ จิตจะอ่อนแอ หวั่นไหวต่อเหตุการณ์รอบตัวได้ง่าย เช่น บางคนจะแสดงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมออกมาจนเกินเหตุ เมื่ออยู่ในอาการตกใจ ดีใจ เสียใจ โกรธหรือเกิดความอยากได้ เพราะจิตใจอ่อนแอ ขุ่นมัว
            การบำรุงรักษาจิตให้เข้มแข็งผ่องใสบริสุทธิ์ เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า การบริหารจิต ซึ่งต่างกับการบริหารกาย เพราะการบริหารกายต้องทำให้ร่างกายเคลื่อนไหวอยู่เสมอแต่การบริหารจิตจะต้องฝึกฝนให้จิตสงบนิ่งอยู่กับเรื่องใดเรื่องหนึ่งโดยเฉพาะ ซึ่งการฝึกจิตให้สงบ คือการทำสมาธินั่นเอง
            การทำจิตใจให้ผ่องใสหรือการฝึกจิต คือ การฝึกสติควบคุมจิตใจให้จดจ่อกับสิ่งที่ทำโดยระลึกอยู่เสมอว่า ตนกำลังทำอะไรอยู่ ต้องทำอย่างไร พร้อมกับระมัดระวังไม่ให้เกิดความผิดพลาด
            การทำสมาธิ คือ การฝึกควบคุมจิตใจให้จดจ่อแน่วแน่อยู่กับสิ่งใด สิ่งหนึ่ง โดยไม่เปลี่ยนแปลงจนกว่าจะหยุดทำสมาธิ

กิจกรรมผู้สูงวัย ใจเกินร้อย บ้านบางน้ำวน ไตรสิกขา

ไตรสิกขา
            ไตรสิกขา หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า สิกขา ๓ หมายถึง ข้อที่จะต้องศึกษา ๓ ประการ ได้แก่  ศีล  สมาธิ ปัญญา
            ๑. ศีล  คือ ข้อปฏิบัติสำหรับฝึกอบรมในทางความประพฤติ ในที่นี้ได้แก่ ศีล ๕ นักเรียนจะต้องปฏิบัติตามศีล ๕ อย่างครบถ้วน เพื่อจะเป็นรากฐานสำหรับสมาธิและปัญญา
๒. สมาธิ  คือ ข้อปฏิบัติสำหรับฝึกอบรมจิต เพื่อให้เกิดสมาธิ และเป็นรากฐานสำหรับการเจริญปัญญา จิตที่มีสมาธิจะทำให้มีความสุข ความสงบ มีความมั่นคง ว่องไวต่อการทำงาน และมีความจำดี
๓. ปัญญา คือ ข้อปฏิบัติสำหรับฝึกอบรมปัญญา เพื่อให้เกิดความรู้แจ้ง คือ รู้อริยสัจ ๔ อันเป็นธรรมอันประเสริฐ

            ผู้ที่รักษาศีลจะเกิดอานิสงส์ข้อหนึ่ง คือ ศีลจะส่งเสริมให้ผู้นั้นเกิดสมาธิได้โดยง่าย ในการฝึกสมาธินั้นปัญญาและสมาธิจะต้องมีความเกี่ยวข้องเสมอไป ในทางพุทธศาสนาแสดงความสัมพันธ์ระหว่างสมาธิกับปัญญาไว้ว่า ต้องมีสมาธิจึงจะมีปัญญา ต้องมีปัญญาจึงจะมีสมาธิ ซึ่งหมายถึงคนมีปัญญาจึงสามารถมีสมาธิมากขึ้นตามลำดับ เมื่อมีสมาธิมากขึ้นปัญญาก็ยิ่งมีกำลังมากขึ้นตาม ทั้ง ๒สิ่งนี้ ส่งเสริมซึ่งกันและกันไปในตัว
            ถ้ามีปัญญาแล้วจะมีความเห็นแจ้ง จะตัดความยึดมั่นออกได้ จิตใจจะหลุดพ้นจากการเป็นทาสของสิ่งทั้งปวง แล้วจิตใจจะเป็นอิสระไม่เป็นทาสของสิ่งใดอย่างแต่ก่อนตลอดไป

กิจกรรมผู้สูงวัย ใจเกินร้อย บ้านบางน้ำวน คุณของพระพุทธเจ้า

พระคุณของพระพุทธเจ้ามี ๓ ประการ ดังนี้
พระปัญญาคุณ
            พระพุทธเจ้ามีความรู้ทั้งด้านทางโลก รู้การเกิดและการตายของสัตว์โลก รู้การหลุดพ้นจากกิเลสของพระองค์ ในที่สุดพระองค์ทรงค้นพบความจริง ๔ ประการ คือ
                                    รู้ทุกข์
                                    รู้เหตุที่ทำให้เกิดความทุกข์ (สมุทัย)
                                    รู้ความดับทุกข์ (นิโรธ)
                                    รู้ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ (มรรค)
                                    ทั้งหมดนี้เป็นพระคุณของพระพุทธเจ้าที่เรียกว่า  พระปัญญาคุณ

พระบริสุทธิคุณ
            พระพุทธเจ้าทรงบำเพ็ญเพียรจนได้บรรลุธรรมและหลุดพ้นจากกิเลส คือ
                                    ความอยาก (โลภ)
                                    ความเกลียด ไม่พอใจ (โกรธ)
                                    ความหลง (โมหะ)
            ดวงจิตของพระองค์ที่สะอาดบริสุทธิ์ สงบผ่องใสทั้งหมดนี้ เป็นคุณของพระพุทธเจ้าที่เรียกว่า พระบริสุทธิคุณ
พระกรุณาคุณ
            หลังจากที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้วพระองค์ได้เสด็จไปสั่งสอนประชาชนให้ได้รู้พระ
ธรรมที่พระองค์รู้แจ้งโดยมิรู้จักเหน็ดเหนื่อย พระองค์ทรงสั่งสอนคนทุกคนเสมอเหมือนกันหมดเป็นเวลา ๔๕ ปี  การกระทำทั้งหมดนี้เป็นพระคุณของพระพุทธเจ้า ที่เรียกว่า พระกรุณาคุณ

กิจกรรมผู้สูงวัย ใจเกินร้อย บ้านบางน้ำวน พระรัตนตรัย

พระรัตนตรัย
            พระรัตนตรัย แปลว่า แก้วอันประเสริฐหรือสิ่งล้ำค่า สิ่งที่เคารพบูชาสูงสุดในพระพุทธศาสนา ๓ ประการ คือ พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์
            พระพุทธ หมายถึง องค์สมเด็จพระสัมมาสัมมาพุทธเจ้า ผู้ก่อตั้งพระพุทธศาสนาและเป็นผู้ค้นพบพระธรรมคำสั่งสอนทั้งหลายด้วยพระองค์เอง
            พระธรรม หมายถึง คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า
            พระสงฆ์ หมายถึง พระอริยสงฆ์และชายที่บวชเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนาแล้วศึกษาปฏิบัติตามพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า แล้วสั่งสอนให้ผู้อื่นรู้ตาม

ศรัทธา ๔
            ศรัทธา หมายถึง ความเชื่อ และ ปสาทะ หมายถึง ความเลื่อมใสในคุณงามความดีหรือความสามารถของผู้อื่น เป็นความเชื่อที่เกิดขึ้นในจิตใจของตนเองอย่างมีเหตุผล โดยไม่มีใครมาบังคับขู่เข็ญให้เกิดศรัทธาเชื่อถือ
ศรัทธาในคุณพระรัตนตรัย คือ ความเชื่อ ความเลื่อมใสในคุณของพระพุทธ ในคุณของพระธรรม และในคุณของพระสงฆ์
            ศรัทธา ในทางพระพุทธศาสนานั้น จะต้องประกอบด้วย
                        ๑. ปัญญาคิดหาเหตุผล
                        ๒. ไม่ควรเชื่ออย่างงมงายไร้เหตุผล
                        ๓. ไม่ให้เชื่อในอำนาจสิ่งศักดิ์ภายนอก เช่น การดูหมอ การผูกดวงชะตา การสะเดาะเคราะห์ เพราะสิ่งเหล่านี้ไม่สามารถดลบันดาลให้เกิดความสุขหรือความทุกข์ได้จริง   พระพุทธศาสนาสอนให้มีศรัทธาใน ๔ เรื่อง ดังนี้

            ๑. เชื่อกรรม  คือ เชื่อว่ากรรมที่กระทำทุกอย่างย่อมให้ผลตามเหตุปัจจัยแน่นอน กล่าวคือ ถ้านักเรียนมีความขยันหมั่นเพียรตั้งใจเรียนหนังสือ ก็จะได้รับผลดีตอบสนอง คือ เรียนสำเร็จ สามารถมีอนาคตที่ดี ชีวิตประสบแต่ความสุข  แต่ในทางกลับกัน ถ้านักเรียนเกียจคร้าน ไม่สนใจเรียนหนังสือ ห่วงแต่การเที่ยวเตร่สนุกสนาน นักเรียนก็จะเรียนไม่จบ หางานทำลำบาก และประสบกับความทุกข์

            ๒. เชื่อผลแห่งกรรม คือ เชื่อว่าทำกรรมเช่นใด ไม่ว่าดีหรือชั่วย่อมได้รับผลเช่นนั้น ผลที่เกิดขึ้นต้องสืบเนื่องมาจากการกระทำที่เป็นเหตุ เช่น เมื่อนักเรียนทำความดี ทำในสิ่งที่ดี ย่อมจะได้รับผลแห่งความดี คือ ความสุข  แต่ถ้านักเรียนทำในสิ่งที่ไม่ดี ย่อมได้รับผลจากการทำสิ่งไม่ดีของตนเอง คือ ความทุกข์

            ๓. เชื่อว่าสัตว์โลกมีกรรมเป็นของตน คือ เชื่อว่าไม่ว่าคนหรือสัตว์ที่ถือกำเนิดขึ้นบนโลกย่อมมีความแตกต่างกัน เพราะอำนาจของกรรมที่กระทำไว้ เช่น
            ผู้ที่เกิดมาสวย ผิวพรรณงาม เพราะเป็นคนจิตใจดี ไม่โกรธ ไม่พยาบาท มีความเมตตากรุณา มีความอ่อนโยน ส่วนผู้ที่เกิดมาไม่สวย รูปร่างไม่งดงาม ผิวพรรณไม่งาม เพราะเป็นคนมักโกรธ มีความพยาบาท จิตใจหยาบกระด้างมักโกรธโดยไม่มีเหตุผล หรือคนที่เกิดมาซึ่งมีอายุยืน เพราะเป็นผู้มีความเมตตากรุณาต่อสัตว์ โดยละเว้นจากการฆ่าสัตว์และทารุณสัตว์ทั้งปวง ส่วนคนที่เกิดมาอายุสั้น เพราะเป็นผู้มีนิสัยโหดร้าย ชอบฆ่าสัตว์ ทารุณสัตว์
            ๔. เชื่อในพระปัญญาการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าว่าเป็นความจริง   ก่อนที่พระพุทธเจ้าจะตรัสรู้ด้วยพระองค์เองนั้น พระองค์ได้ทรงศึกษากับอาฬารดาบสและอุทกดาบส ซึ่งเป็นอาจารย์ของสำนักที่มีชื่อเสียงมากในสมัยนั้น และเมื่อทรงตระหนักว่า สิ่งที่อาจารย์สอนไม่ใช่หนทางที่จะนำไปสู่ความดับทุกข์ได้ พระองค์จึงทรงจากมา และได้หันมาใช้วิธีบำเพ็ญทุกรกิริยา ซึ่งเป็นการทรมานพระองค์ด้วยวิธีการต่าง ๆ แต่ก็ยังไม่พบหนทางแหงความดับทุกข์ จึงทรงหันกลับมาเสวยพระกระยาหารจนพระวรกายมีกำลัง พระองค์ทรงบำเพ็ญเพียรทางจิตโดยการนั่งสมาธิให้จิตใจสงบ จนกระทั่งได้ค้นพบความจริงอันประเสริฐ
๔ ประการ ซึ่งเป็นหนทางแห่งความดับทุกข์ ที่เรียกว่า อริยสัจ ๔ ได้แก่ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค
นับได้ว่าพระพุทธเจ้าทรงมีพระคุณอย่างใหญ่หลวงที่พระองค์ทรงเทศนาสั่งสอนให้บรรดาผู้เลื่อมใสศรัทธาได้พ้นความทุกข์และสืบทอดพระพุทธศาสนามาจนถึงปัจจุบัน
            ดังนั้นผู้นับถือพระพุทธศาสนาต้องมีความศรัทธาในการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า
เพราะถ้าเรามีความศรัทธาในการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าแล้ว ก็จะทำให้เรามีศรัทธาในคำสอนของพระองค์ด้วย

กิจกรรมผู้สูงวัย ใจเกินร้อย บ้านบางน้ำวน วันสำคัญทางพระพุทธศาสนา

วันสำคัญทางพระพุทธศาสนา
                วันสำคัญทางพระพุทธศาสนา หมายถึง วันที่มีเหตุการณ์สำคัญบางอย่างเกิดขึ้นในพระพุทธศาสนา ส่วนใหญ่จะเป็นวันที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธเจ้าซึ่งจะกำหนดเอาวันที่มี
เหตุการณ์พิเศษเกิดขึ้นในชีวิตของพระองค์เป็นหลัก
                การศึกษาวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา นอกจากจะได้ความรู้ ความเข้าใจใน
พระพุทธศาสนาที่ถูกต้องแล้วยังช่วยให้ผู้ศึกษาเกิดความซาบซึ้ง และเกิดแนวความคิดใน
การปฏิบัติ และการเข้าร่วมกิจกรรมในชีวิตประจำวันต่อไป

วันมาฆบูชา
                มาฆบูชา แปลว่า การบูชาในวันเพ็ญเดือน ๓
                วันนี้ถือเป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา เนื่องจาก เป็นวันที่มีการประชุมที่ประกอบด้วยองค์ ๔ หรือที่เรียกว่า จาตุรงคสันนิบาต เกิดขึ้นที่วัดเวฬุวันใกล้กรุงราชคฤห์ แคว้นมคธ
                                การประชุมที่ประกอบด้วยองค์ ๔ คือ
                                ๑) พระสงฆ์สาวกล้วนเป็นพระอรหันต์
                                ๒) พระสงฆ์สาวกล้วนเป็นเอหิภิกขุ  พระพุทธเจ้าบวชให้เอง
                                ๓) พระสงฆ์สาวกจำนวน ๑,๒๕๐ องค์ มาประชุมพร้อมกันโดย
    มิได้นัดหมาย
๔) พระพุทธเจ้าเห็นเป็นอัศจรรย์ จึงได้ทรงแสดงโอวาทปาฏิโมกข์

วันวิสาขบูชา
                วิสาขบูชา แปลว่า การบูชาในวันเพ็ญเดือน ๖
                วันวิสาขบูชา เป็นวันสำคัญเกี่ยวกับพระพุทธเจ้าโดยตรงซึ่งทั้ง ๓ เหตุการณ์เกิดขึ้นในวันเพ็ญ เดือน ๖ แต่เกิดต่างปีกันในช่วงเวลา ๘๐ ปี ได้แก่
                ๑) วันประสูติ ตรงกับวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ ก่อนพุทธศักราช ๘๐ ปี ณ ป่าสาละ สวนลุมพินีวัน
                ๒) วันตรัสรู้ เกิดขึ้นใน ๓๕ ปีต่อมา ภายหลังที่เจ้าชายสิทธัตถะเสด็จออกบรรพชา ณ โคนต้นโพธิ์ ใกล้แม่น้ำเนรัญชรา ตำบลอุรุเวลาเสนานิคม แคว้นมคธ
                ๓) วันปรินิพพาน เกิดขึ้นในปีที่ ๘๐ แห่งพระชนมายุของพระพุทธเจ้า ณ แท่นบรรทม ระหว่างต้นสาละ เมืองกุสินารา

วันอัฏฐมีบูชา
                เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จปรินิพพานจึงมีการตั้งพระบรมศพของพระพุทธองค์พร้อมจัดเครื่องสักการบูชาเป็นเวลา ๗ วัน ณ มกุฏพันธนเจดีย์ เมืองกุสินาราและในวันที่ ๘ ซึ่งตรงกับวันแรม ๘ ค่ำ เดือน ๖ เหล่ามัลลกษัตริย์และพระเถระชั้นผู้ใหญ่ได้ประกอบพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพของพระพุทธเจ้า ซึ่งเราชาวพุทธเรียกวันนี้ว่า วันอัฏฐมีบูชา
วันอาสาฬหบูชา
      อาสาฬหบูชา แปลว่า การบูชาในวันเพ็ญเดือน ๘
      วันอาสาฬหบูชา เป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาวันหนึ่ง มีเหตุการณ์เกิดขึ้น ดังนี้
                ๑) เป็นวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๘
                ๒) เป็นวันที่พระพุทธเจ้าประกาศพระศาสนาเป็นครั้งแรก โดยการแสดงปฐมเทศนา เรียกว่า ธัมมจักกัปปวัตนสูตร มีใจความสำคัญ คือ อริยสัจ ๔ เพื่อโปรดปัญจวัคคีย์ ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน เมืองพาราณสี
                ๓) เป็นวันที่พระสงฆ์สาวกเกิดขึ้นครั้งแรก คือ โกณฑัญญะ
                ๔) เป็นวันที่พระรัตนตรัยเกิดขึ้นในโลกบริบูรณ์

เกร็ดพุทธศาสน์

                วันอาสาฬหบูชา เริ่มมีขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๙ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ โดยที่มหาเถรสมาคมได้เสนอต่อรัฐบาล เพื่อให้ถือเป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาอีกวันหนึ่ง

วันธรรมสวนะ
                วันธรรมสวนะ ซึ่งเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า วันพระ ซึ่งแปลว่า เป็นวันประชุมถือศีลฟังธรรมในพระพุทธศาสนา   วันพระ ๑ เดือนจะมี ๔ วัน คือ วันขึ้น ๘ ค่ำ วันขึ้น ๑๕ ค่ำ วันแรม ๘ ค่ำและวันแรม ๑๕ ค่ำ หรือแรม ๑๔ ค่ำในเดือนขาด
วิธีปฏิบัติตนและเข้าร่วมกิจกรรมในวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา
                วันสำคัญทางพระพุทธศาสนาทั้งหมดนี้ มีความเกี่ยวข้องกับพระพุทธเจ้าโดยตรง ในปัจจุบันนิยมปฏิบัติคล้ายคลึงกัน คือ
                                                ๑) การทำบุญตักบาตรที่บ้านหรือที่วัดในตอนเช้า
                                                ๒) การไปนมัสการ ไหว้พระ สวดมนต์ และทำบุญตามวัดต่าง ๆ
                                                ๓) การฟังพระธรรมเทศนา และปฏิบัติสมาธิภาวนา
                                                ๔) การสนทนาธรรมกับพระภิกษุหรือผู้ทรงคุณวุฒิทางศาสนา
                                                ๕) การรักษาศีล ๕
                                                ๖) การไปเวียนเทียนที่วัด (นิยมเวียนเทียนในวันมาฆบูชา วันวิสาขบูชา วันอัฏฐมีบูชา และวันอาสาฬหบูชา)

กิจกรรมผู้สูงวัย ใจเกินร้อย บ้านบางน้ำวน มหาอุกกุสชาดก

มหาอุกกุสชาดก
มหาอุกกุสชาดก
                เป็นชาดกที่พระพุทธเจ้าทรงพระปรารภเรื่องของอุบาสกมิตตคัณฐกะ และได้ตรัสเทศนาแก่พระภิกษุ ขณะที่พระองค์ประทับอยู่ในพระวิหารเชตวัน ดังนี้
                ดังได้ฟังเล่ามาว่า อุบาสกมิตตคัณฐกะนั้นเป็นบุตรแห่งตระกูลเก่าแก่ที่มีชื่อเสียง ณ เมืองสาวัตถี ได้ส่งสหายไปเป็นเถ้าแก่สู่ขอสตรีที่เป็นธิดาของตระกูลหนึ่งที่มีชื่อเสียงเช่นกัน นางนั้นจึงถามสหายซึ่งเป็นเถ้าแก่ว่า อุบาสกนั้นมีมิตรสหายซึ่งสามารถช่วยกิจการงานอันเป็นประโยชน์แก่อุบาสกนั้นมีอยู่บ้างหรือไม่ สหายผู้เป็นเถ้าแก่จึงตอบไปว่า มิตรและสหายเช่นนั้นของอุบาสกยังไม่มีเลย
                สตรีงามนางนั้นจึงกล่าวว่าถ้าเช่นนั้นขอให้เถ้าแก่กลับไปบอกอุบาสกว่าขอให้ไปคบหาผู้ที่จะเป็นมิตรสหายที่ดีให้ได้เสียก่อน จึงจะยอมแต่งงานด้วยตามที่อุบาสกนั้นปรารถนา   เถ้าแก่ก็ได้กลับมาบอกให้อุบาสกทราบความตามที่นางได้สั่งมาทุกประการ ซึ่งอุบาสกมิตตคัณฐกะก็ยินดีปฏิบัติตาม
                เริ่มแรกอุบาสกได้ไปผูกมิตรไมตรีจิตกับนายประตู ๔ คนก่อน ต่อมาจึงได้ไปผูกมิตรไมตรีจิตกับบุคคลหลายประเภท ล้วนเป็นคนดีมีชื่อเสียง เช่น มหาอำมาตย์ ฝ่ายนายทหารผู้ปกปักรักษาพระนคร เป็นลำดับ จนกระทั่งผูกไมตรีจิตเป็นที่พอพระทัยกับพระมหากษัตริย์
ครั้นกาลต่อมาก็ไปผูกมิตรกับพระมหาเถระผู้ใหญ่ทั้ง ๘๐ องค์ รวมทั้งพระอานนท์เถระและกาลต่อมาได้เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า ซึ่งพระองค์ทรงโปรดให้อุบาสกรับไตรสรณคมน์และเบญจศีล
                ข้างฝ่ายพระมหากษัตริย์ได้ทรงโปรดปรานประทานอิสริยยศแก่อุบาสกเป็นอันมากโดยอุบาสกมิตตคัณฐกะมีชื่อเสียงเลื่องลือไปทั่ว โดยอาศัยการผูกมิตรไมตรีจิตกับบุคคลทั่วไปและบรรพชิตให้เป็นมิตรสหาย
                ต่อมาพระมหากษัตริย์ก็ได้ทรงโปรดพระราชทานเคหสถานใหญ่หลังหนึ่งแก่อุบาสก ให้เขาได้ใช้เป็นเรือนหอ และได้เข้าพิธีแต่งงานกับสตรีงามที่ได้สู่ขอไว้แต่เดิม
                ฝ่ายบรรดามิตรสหายต่างพากันส่งเครื่องบรรณาการไปช่วยอุบาสกฝ่ายสตรีงามผู้เป็นภรรยาซึ่งเป็นผู้มีปัญญาได้ส่งเครื่องบรรณาการที่พระมหากษัตริย์พระราชทานไปถวายอุปราช เอาเครื่องบรรณาการที่อุปราชส่งมานั้นส่งไปให้แก่เสนาบดีได้ส่งเครื่องบรรณาการต่อ ๆ กัน ไปโดยใช้อุบายอย่างนี้ จึงนับว่าได้ผูกสัมพันธไมตรีสนิทกับมหาชนจนตลอดทั่วมหานคร
                ครั้นครบ ๗ วัน ทั้งสองคนสามีภรรยาก็ได้แต่งเครื่องสักการบูชาไว้เป็นอันมากแล้ว ได้ไปอัญเชิญสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้มาสู่เคหสถาน ถวายทานเป็นอันมากแด่พระภิกษุสงฆ์ ๕๐๐ รูป โดยมีพระพุทธเจ้าเป็นองค์ประธานครั้นเสร็จภัตตกิจแล้ว อุบาสกก็ได้บรรลุธรรมขั้นโสดาปัตติผล

กิจกรรมผู้สูงวัย ใจเกินร้อย บ้านบางน้ำวน กุฏิทูสกชาดก

กุฏิทูสกชาดก
ลิงกับนกขมิ้น
ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ใน พระนครพาราณสี พระโพธิสัตว์บังเกิดเป็นนกขมิ้น เจริญวัยแล้ว กระทำรังที่แน่นหนามั่นคง อยู่ในป่าพิมพานต์   ครั้งนั้นมีลิงตัวหนึ่ง เมื่อฝนตกหนักในฤดูฝน ได้รับความเหน็บหนาวนั่งกัดฟันอยู่ในที่ไม่ไกลรังของนกขมิ้น นกขมิ้นเห็นลิงนั่งหนาวตัวสั่นยู่อย่างนั้น จึงกล่าวกับลิงว่า ท่านวานรท่านมีศีรษะ มือและเท้าเหมือนมนุษย์ทำไมท่านไม่ทำรังอยู่เล่า
ลิงตอบว่า ท่านกขมิ้นศีรษะ มือ และเท้าของเราเหมือนของมนุษย์ก็จริง แต่ปัญญาที่ว่า ประเสริฐสุดของหมู่มนุษย์ ของเราไม่มี
นกขมิ้นตอบว่า ผู้มีจิตไม่มั่นคง มีจิตกลับกลอก มักทำร้ายเพื่อนฝูง ไม่อยู่นิ่ง ๆ ก็ย่อมไม่ได้รับความสุข และกล่าวต่ออีกว่า ท่านจงเปลี่ยนพฤติกรรมนี้เสีย ท่านจงทำที่อาศัยเป็นที่ป้องกันความหนาวและลมเถิด
ลิงคิดว่า เจ้านกนี้ด่าเรา เพราะตัวเองจับอยู่ในรัง เราจักทำให้มันออกจากรัง ลำดับนั้น ลิงได้กระโดดหมายจะจับนกขมิ้น ๆ จึงบินหนีไปที่อื่น ลิงได้ทำลายรังของนกขมิ้นจนแหลกละเอียดเสร็จแล้วก็กระโดดหนีจากไป
                พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแสดงแล้ว จึงทรงประชุมชาดกว่า ลิงในครั้งนั้น ได้เป็นภิกษุผู้เผากุฎีในครั้งนี้ ส่วนนกขมิ้นในครั้งนั้น ได้เป็นเราตถาคต ฉะนี้แล จบ กุฏิทูสกชาดก
เมื่อประมาณ ๓,๐๐๐ ปีมาแล้ว มีราชธานีเมืองหนึ่งชื่อว่า กรุงกบิลพัสดุ์ ตั้งอยู่ในอาณาจักร ชมพูทวีป มีพระราชาพระนามว่า พระเจ้าสุทโธทนะ เป็นผู้ครองนคร และมีพระมเหสีพระนามว่า พระนางสิริมหามายา
                เมื่อพระนางสิริมหามายาทรงมีพระครรภ์ จึงได้ทูลขออนุญาตจากพระราชสวามี เพื่อเสด็จไปยังกรุงเทวทหะ อันเป็นถิ่นกำเนิดของพระนาง ครั้นเมื่อขบวนเสด็จผ่านมาถึงสวนลุมพินี พระนางก็ได้ประสูติพระโอรส ซึ่งตรงกับวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ หลังจากนั้นก็เสด็จกลับกรุงกบิลพัสดุ์
            เมื่อพระโอรสประสูติได้ ๕ วัน พระเจ้าสุทโธทนะทรงประกอบพิธีขนานพระนาม โดยเชิญพราหมณ์ ๑๐๘ คน มาประชุมเพื่อทำพิธี ในครั้งนั้นทรงขนานพระนามว่า สิทธัตถะ แปลว่า ผู้สำเร็จตามความประสงค์ และยังได้ทำนายว่า ถ้าพระโอรสอยู่ครองเมืองจักเป็นพระเจ้าจักรพรรดิที่ยิ่งใหญ่ แต่ถ้าออกผนวชจะได้เป็นศาสดาเอกของโลก
         หลังจากที่เจ้าชายสิทธัตถะประสูติได้ ๗ วัน พระนางสิริมหามายาได้สิ้นพระชนม์ลง  เจ้าชายสิทธัตถะจึงได้อยู่ในความดูแลของพระนางปชาบดีโคตมี ซึ่งเป็นน้องสาวของพระนางสิริมหามายา  เจ้าชายสิทธัตถะมีพระชนมพรรษาได้ ๗ พรรษา ดังนั้นพระราชบิดาให้ศึกษาศิลปวิทยาในสำนักครูวิศวามิตร เจ้าชายสามารถเรียนรู้ได้อย่างรวดเร็วจนสิ้นความรู้ของอาจารย์
        เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะมีพระชนมายุได้ ๑๖ พรรษา ได้อภิเษกสมรสกับพระนางพิมพา หรือ ยโสธรา และเมื่อพระชนมายุได้ ๒๙ พรรษา มีพระโอรสองค์หนึ่งพระนามว่า ราหุล
ตรัสรู้
                ครั้งหนึ่งเจ้าชายสิทธัตถะได้เสด็จออกประพาสอุทยาน ได้ทอดพระเนตรเห็นเทวทูต ๔ ได้แก่ คนแก่ คนเจ็บ คนตาย และสมณะ ทำให้พระองค์คิดว่า คนทั้งหลายล้วนต้องประสบการเกิด แก่ เจ็บ และตายไม่มีใครรอดพ้น และคิดว่าการออกบวชจะช่วยให้พ้นทุกข์ได้ พระองค์จึงเสด็จออกบวชในคืนนั้นโดยมีม้ากัณฐกะ และมีนายฉันนะเป็นผู้ติดตามและบวชที่ฝั่งแม่น้ำอโนมา
          เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะผนวชแล้ว ได้ไปศึกษาอยู่ในสำนักอาฬารดาบส กาลามโคตร และอุทกดาบสรามบุตร ศึกษาจนสำเร็จก็ไม่พบทางพ้นทุกข์ จึงเสด็จไปแสวงหาธรรมที่อื่นต่อไป
             ต่อมาพระองค์ได้บำเพ็ญทุกรกิริยากลั้นลมหายใจเข้าออก อดอาหาร จนพระวรกายผ่ายผอม ก็ยังไม่พบหนทางพ้นทุกข์ จึงทรงเลิกวิธีทรมานร่างกายเป็นเหตุให้ปัญจวัคคีย์ที่เฝ้าปรนนิบัติอยู่เห็นว่าพระองค์ทรงเลิกบำเพ็ญเพียรแล้วจึงได้พากันหนีไปอยู่ ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน  แขวงเมืองพาราณสี
           พระสิทธัตถะได้กลับมาเสวยอาหารเพื่อให้ร่างกายแข็งแรง แล้วบำเพ็ญเพียรด้วยการนั่งสมาธิ ทำจิตให้เกิดสมาธิแน่วแน่ พิจารณาความเป็นไปของธรรมชาติจึงเกิดความรู้แจ้งตรัสรู้ใน อริยสัจ ๔ ซึ่งถือเป็นหนทางแห่งการดับทุกข์ ณ ใต้ต้นศรีมหาโพธิ์ ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา ตำบลอุรุเวลาเสนานิคม เมื่อวันขึ้น ๑๕ ค่ำเดือน ๖ ขณะที่มีพระชนมายุได้ ๓๕ พรรษา และได้รับการขนานพระนามใหม่ว่า พระพุทธเจ้า
การประกาศหลักธรรม
                หลังจากพระองค์ทรงตรัสรู้แล้ว ทรงต้องการให้ผู้อื่นรู้ตาม จึงเสด็จออกประกาศธรรม โดยทรงโปรดปัญจวัคคีย์เป็นกลุ่มแรก และมีผู้เลื่อมใสเข้ามาขอบวชเป็นจำนวน ๖๐ รูป  พระองค์จึงทรงส่งพระสาวกเหล่านั้นไปประกาศธรรมตามตำบลต่าง ๆ ส่วนพระองค์แสดงธรรมโปรดชฎิล ๓ พี่น้อง ณ ตำบลอุรุเวลาเสนานิคม
โปรดชฎิล
                ชฎิลเป็นนักบวชลัทธิหนึ่งที่บูชาไฟ และจัดเป็นลัทธิใหญ่ที่มีประชาชนนับถือมาก ในแคว้นมคธ พี่ชายคนโตชื่ออุรุเวลกัสสปะ มีบริวาร ๕๐๐ คน คนที่สองชื่อ นทีกัสสปะ มีบริวาร ๓๐๐ คน และคนสุดท้ายชื่อ คยากัสสปะ มีบริวาร ๒๐๐ คน ตั้งอาศรมอยู่ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา
เพื่อพระพุทธเจ้าทรงพิจารณาเห็นว่า ถ้าประกาศศาสนาให้รวดเร็วจะต้องทำให้ชฎิล ๓ พี่น้องนับถือเสียก่อน เพราะทั้งสามเป็นผู้มีหมู่ชนนับถือมากมาย พระองค์จึงได้เสด็จไปแสดงธรรมโปรดพี่ชายคนโตก่อน และแสดงธรรมแก่คนที่สองและคนที่สามตามลำดับ  ด้วยพระเทศนาชื่อว่า อาทิตตปริยายสูตร จนชฎิล ๓ พี่น้องเกิดความเลื่อมใสศรัทธาและขอบวชในพระพุทธศาสนา  และได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ในเวลาต่อมา ส่วนนักบวชที่เป็นสาวก จำนวน ๑,๐๐๐ คน ได้ขอบวชเป็นสาวกของพระพุทธเจ้าและได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ด้วย
โปรดพระเจ้าพิมพิสาร
                เมื่อพระพุทธเจ้าโปรดชฎิล ๓ พี่น้อง จึงพร้อมด้วยพระอรหันต์สาวกจำนวน ๑,๐๐๓ องค์ ได้เสด็จไปสู่กรุงราชคฤห์ เพื่อแสดงธรรมแก่พระเจ้าพิมพิสาร เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จถึงกรุงราชคฤห์ พระเจ้าพิมพิสารพร้อมด้วยข้าราชบริพารเสด็จเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าทรงโปรดให้พระอุรุเวลกัสสปะชี้แจงแก่คนทั้งหลายถึงสาเหตุที่ได้เปลี่ยนมานับถือพระพุทธศาสนาพระอุรุเวลกัสสปะประกาศว่าพระพุทธเจ้าเป็นพระศาสดาและตัวท่านเป็นสาวกของพระพุทธเจ้า
                จากนั้นพระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมเทศนาโปรดพระเจ้าพิมพิสารพร้อมทั้งข้าราชบริพาร จนเกิดความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาพร้อมกับได้ประกาศเป็นสาวกของพระองค์  พระเจ้าพิมพิสารได้แสดงความเคารพนับถือพระรัตนตรัย  โดยทรงถวายพระราชอุทยานเวฬุวัน สวนไผ่ เพื่อให้เป็นที่ประทับของพระพุทธเจ้าพร้อมทั้งพระสาวก   เวฬุวัน นับว่าเป็นวัดแห่งแรกในพระพุทธศาสนา
แต่งตั้งพระอัครสาวก
                พระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะ เป็นพุทธสาวกที่สำคัญ ที่ถือเป็นแบบอย่างในความพากเพียรพยายาม ที่จะทำตนให้สำเร็จ ถือเป็นกำลังสำคัญในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาของพระพุทธเจ้า พระสารีบุตรได้รับการแต่งตั้งเป็นพระอัครสาวกเบื้องขวาของพระพุทธเจ้า และพระโมคคัลลานะได้เป็นพระอัครสาวกเบื้องซ้ายของพระพุทธเจ้ามีเรื่องราวน่าสนใจดังนี้
                ในระยะเวลาที่พระพุทธเจ้าประทับอยู่ใกล้นครราชคฤห์ ซึ่งมีเจ้าลัทธิผู้หนึ่งชื่อ สัญชัย ตั้งสำนักอยู่ใกล้กรุงราชคฤห์ และมีสาวกประมาณ ๕๐๐ คน ซึ่งในบรรดาสาวกเหล่านั้นมีสาวกสองคนชื่อ อุปติสสะและโกลิตะ ทั้งสองคนนี้มีสติปัญญามาก พบว่าคำสอนของท่านสัญชัยไม่อาจนำไปสู่ความพ้นทุกข์ได้ จึงตกลงกันว่า ถ้าผู้ใดเห็นธรรมก่อน ก็ให้กลับมาบอกแก่กัน  วันหนึ่งอุปติสสะได้พบกับพระอัสสชิ บังเกิดความเลื่อมใสจึงเข้าไปสนทนาและซักถามว่าใครเป็นอาจารย์ของท่านพระอัสสชิได้กล่าวว่า พระพุทธเจ้าเป็นศาสดาของท่าน
อุปติสสะได้ขอร้องให้พระอัสสชิแสดงคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าให้ฟัง พระอัสสชิจึงกล่าว่า พระศาสดาได้สั่งสอนดังนี้
ธรรมเหล่าใดเกิดแต่เหตุ พระตถาคตเจ้าตรัสเหตุเกิดแห่งธรรมนั้น และตรัสความดับแห่งธรรมเหล่านั้น พระมหาสมณะมีปกติตรัสอย่างนี้
                เมื่อพระอัสสชิกล่าวจบ อุปติสสะก็ได้บรรลุธรรมเบื้องต้น และกลับมาแจ้งแก่โกลิตะ โกลิตะบรรลุธรรมเบื้องต้นเช่นเดียวกัน  อุปติสสะและโกลิตะจึงได้อำลาท่านสัญชัย และพาสหายอีก ๒๕๐ คน ไปเฝ้าพระพุทธเจ้าที่วัดเวฬุวัน ทูลขอบวช
                เมื่อบวชแล้วอุปติสสะ มีนามว่า พระสารีบุตร ส่วนโกลิตะ มีนามว่า พระโมคคัลลานะ ทั้งสองท่านได้ปฏิบัติธรรมโดยพากเพียรจนสำเร็จเป็นพระอรหันต์ และได้รับแต่งตั้งเป็นพระอัครสาวกของพระพุทธเจ้า โดยพระสารีบุตรเป็นพระอัครสาวกเบื้องขวา ส่วนพระโมคคัลลานะเป็นพระอัครสาวกเบื้องซ้าย
แสดงโอวาทปาฎิโมกข์
                หลังจากที่พระพุทธเจ้าประกาศพระพุทธศาสนาเป็นเวลา ๙ เดือน ครั้นเมื่อถึงวันเพ็ญเดือน ๓ ได้มีพระสงฆ์สาวกจำนวน ๑,๒๕๐ รูป เดินทางมาเฝ้าพระองค์ที่เวฬุวนารามโดยมิได้นัดหมายกันมาก่อน  ในการประชุมครั้งนี้ พระพุทธเจ้าได้แสดง โอวาทปาฏิโมกข์  ซึ่งถือเป็นหลักคำสอนที่เป็นหัวใจสำคัญของพระพุทธศาสนาอย่างแท้จริง